Skip to content
search
People Cover Story: มาริษา เจียรวนนท์ กับศิลปะแห่งการดูแล

Cover Story: มาริษา เจียรวนนท์ กับศิลปะแห่งการดูแล

Cover Story: มาริษา เจียรวนนท์ กับศิลปะแห่งการดูแล
By Prijayanat Kalampasut
By Prijayanat Kalampasut
October 08, 2020
มาริษา เจียรวนนท์ พูดคุยกับ Tatler Thailand เกี่ยวกับความชอบในการเพ้นต์ภาพ การทำงานการกุศล และหน้าที่ของเธอในโครงการเชฟแคร์ส์ โครงการช่วยเหลือผู้อยู่แถวหน้าสู้การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส

มาริษา เจียรวนนท์ เกิดและเติบโตในกรุงโซล ประเทศเกาหลี เธอคือลูกสาวคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คน เธอจบการศึกษาปริญญาด้านการเงินและธุรกิจระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก จากนั้นเธอได้เก็บประสบการณ์การทำงานที่ Nomura Securities วอลล์สตรีท แต่ใช้เวลาไม่นานเธอก็ตระหนักได้ว่าโลกแห่งการเงินไม่เหมาะสำหรับเธอ เธอได้พบกับสามี สุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกลุ่มซีพีคนปัจจุบัน ในสมัยที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย ทั้งคู่แต่งงานกันมาเกือบ 32 ปีแล้วและเป็นพ่อแม่ของลูก 4 คน 

หลังจากแต่งงาน มาริษาใช้เวลาชีวิตอยู่ในประเทศไทยประมาณ 8 ปีก่อนที่จะย้ายไปฮ่องกงกับธนิศร์และธัญทิพในปี 1995 สามีของเธอมักเดินทางไปกลับระหว่างกรุงเทพฯและฮ่องกงอยู่เป็นประจำเพื่อเยี่ยมครอบครัว “เราตัดสินใจย้ายไปฮ่องกงส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกชายคนโตของฉันมีปัญหาโรคหอบหืดค่อนข้างร้ายแรงและคุณภาพอากาศที่นั่นก็ดีกว่าที่กรุงเทพฯ” เธอกล่าว “ลูกคนเล็ก 2 คนเกิดและเติบโตที่นั่น เราทุกคนเพิ่งย้ายกลับมาเมืองไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว” ด้วยความที่ลูก ๆ ของเธอได้โตเป็นผู้ใหญ่และต่างก็เริ่มมีอาชีพการงานหรือเรียนในชั้นมหาวิทยาลัยแล้ว มาริษาจึงตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะกลับมากรุงเทพฯ

เมื่อแต่งงานกับครอบครัวที่มีฐานะและมีชื่เสียงอย่างเครื่อซีพี มาริษาสามารถใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยได้อย่างเต็มที่หากเธอต้องการ แต่เธอมีแรงผลักดันที่จะทำสิ่งที่มีความหมายมากกว่ากับชีวิตของเธอ และด้วยความสนใจที่หลากหลาย เธอจึงมีวิธีต่าง ๆ ที่จะทำให้เธอไม่เคยอยู่ว่างและตอบสนองความสนใจของเธอ เธอเป็นคนที่มีความรู้รอบตัวและเดินทางบ่อย เธอเป็นที่รู้จักนามแฟนตัวยงของโลกแห่งศิลปะ ในฐานะนักสะสมผลงานศิลปะ หญิงสาวผู้สง่างามท่านนี้ยอมรับว่าเธอมีความชอบในผลงานร่วมสมัยแบบมินิมอล เนื่องจากเธอไม่ใช่คนที่ชอบตามเทรนด์ เธออธิบายถึงวิธีที่เธอสะสมงานศิลปะว่าเปรียบเสมือนการเดินทางส่วนตัว “บางคนแสวงหาผลงานที่พิเศษที่สุดหรือที่มีราคาแพงที่สุด แต่สำหรับฉันแล้วมันลึกซึ้งกว่านั้น ภาพวาดต้องมีเรื่องราวหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับฉัน” เธอกล่าว หากจะเรียกเธอว่าเป็นคนที่เดินทางบ่อยก็คงจะถือเป็นการกล่าวน้อยไปกว่าความจริง ก่อนที่จะมีมาตรการล็อกดาวน์เธอมักจะไปร่วมงานแสดงศิลปะในต่างประเทศ นอกจากนี้เธอยังชื่นชอบศิลปินไทยหลายท่านและในฐานะสมาชิกของ Asia Pacific Acquisition Committee ของ Tate Modern ในสหราชอาณาจักรและพิพิธภัณฑ์ M+ ในฮ่องกง มาริษาหวังว่าเธอจะสามารถช่วยนำศิลปินไทยสู่เวทีนานาชาติ ในช่วง 4 ปีที่เธอกลับมาอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ คนรักศิลปะอย่างเธอได้สร้างคอนเนคชั่นกับศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมาย รวมถึง นที อุตฤทธิ์ ศิลปินระดับนานาชาติที่อนุญาตให้เราใช้พื้นที่สตูดิโอในการถ่ายปกสำหรับฉบับเดือนสิงหาคมนี้ด้วย

ด้วยการแพร่ระบาดของ Covid-19 ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ทุกคนต้องเผชิญและเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้คนทั่วโลก อย่างไรก็ตามแสงสว่างที่ส่องผ่านในช่วงเวลาที่มืดมนนี้คือการรวมตัวกันของผู้คนจากทุกภูมิหลังและทุกสาขาอาชีพเพื่อทำประโยชน์ให้กับชุมชนท้องถิ่นของตน แม้ว่ามาริษาจะรู้สึกซาบซึ้งกับช่วงเวลาพิเศษที่ได้กลับมาประเทศไทยและใช้เวลากับสามี แต่เธอก็ยอมรับว่าบางครั้งเธอก็ขาดจุดมุ่งหมายไป และนั่นคือเหตุผลที่เธอทุ่มเทให้กับการทำงานที่มีเป้าหมายและใส่ใจกับเรื่องที่ควรได้รับการดูแลต่าง ๆ 

ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากกำลังดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด บุคลากรทางการแพทย์จำนวนนับไม่ถ้วนที่ทำงานแนวหน้าสู้กับโควิดทุกวันได้กลายเป็นฮีโร่โดยไม่รู้ตัว มาริษาใช้ทักษะการบริหารจัดการองค์กรและคอนเนคชั่นในอุตสาหกรรมอาหาร ก่อตั้ง “เชฟแคร์ส์” โครงการการกุศลที่มอบอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติดีแก่บุคลากรทางการแพทย์ในกรุงเทพฯและภูเก็ต ในขณะที่คนไทยหลายคนแจกจ่ายอาหารให้กับแนวหน้าที่ต่อสู้กับโควิด มาริษาก็อยากจะช่วยเหลือตรงนั้น แต่เพิ่มประสบการณ์การรับประทานอาหารไฟน์ไดนิ่งรสเลิศโดยเชิญเชฟชั้นนำมาร่วมงานด้วย

ขณะนี้อยู่ในระยะที่สอง โครงการได้ขยายขอบเขตไปสู่การช่วยเหลือพนักงานระบบขนส่งสาธารณะด้วยเช่นกัน “เริ่มแรกเรารวบรวมเชฟชั้นนำของประเทศ 25 ท่าน” มาริษาอธิบาย “เป็นเรื่องดีมากที่ทุกคนที่เราติดต่อไปยินดีที่จะมีส่วนร่วมและช่วยเหลือ แม้ว่าบางท่านจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เชฟหลาย ๆ คนก็บริจาคอาหารอยู่เองแล้วด้วย ฉันคิดว่านี่คือภาพสะท้อนของจิตใจที่เต็มไปด้วยความเมตตาของคนไทยอย่างแท้จริง เราเริ่มต้นด้วยเชฟ 25 คน แต่ตอนนี้เราร่วมงานกับเชฟกว่า 70 คน เดือนกรกฎาคมคือเดือนที่ 3 ของความพยายามครั้งนี้และเราได้บริจาคข้าวกล่องอาหารกลางวันไปแล้วกว่า 30,000 กล่อง” ใช้ประโยชน์จากคอนเนคชั่นเพื่อเชื้อเชิญผู้ที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันมารวมตัวกัน ชาติชาย ปุยเปีย ศิลปินชั้นนำที่มีความสามารถด้านการทำอาหารด้วยเช่นกันก็ได้เข้าร่วมโครงการเชฟแคร์ส์ของเธอด้วย มาริษามีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสามารถของคนไทย “ฉันคิดว่าในประเทศไทยเรามีเชฟที่ฝีมือน่าทึ่ง ในความเป็นจริงฉันเชื่ออย่างแท้จริงว่าพวกเขามีศักยภาพที่คุณไม่เห็นในต่างประเทศมากนัก” เธอกล่าว “พวกเขามีน้ำใจและมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ พวกเขามุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืน วิธีการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งทำให้ประสบการณ์นั้นมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น เราเป็นศูนย์กลางการรับประทานอาหารแบบไฟน์ไดนิ่งในภูมิภาคนี้อยู่แล้ว แต่ฉันต้องการสร้างชื่อเสียงในระดับโลก”

แม้ว่าครอบครัวของเธอจะเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงและเธอสามารถใช้ชีวิตที่สะดวกสบายได้ แต่มาริษาก็ยังคงใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและตระหนักถึงความยากจนที่ยังคงมีอยู่ในประเทศไทยและสภาพของชุมชนด้อยโอกาสทั่วทุกภูมิภาคของประเทศมาโดยตลอด “ฉันตระหนักอยู่เสมอว่าสิ่งที่ฉันและครอบครัวมีคือพรจากฟ้า แต่เป็นสิ่งที่มาพร้อมกับสิ่งเหล่านั้นคือความรับผิดชอบและหน้าที่ในการดูแลผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า” เธอกล่าว เธอให้ความสำคัญต่อการตอบแทนสังคมและเป็นสิ่งที่เธอปลูกฝังให้กับลูก ๆ ของเธอตั้งแต่พวกเขายังเล็ก ภาพสะท้อนของสิ่งนี้คือ Build Foundation ซึ่งเธอและลูก ๆ ร่วมกันก่อตั้ง เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่สร้างโรงเรียนให้กับชาวเขาและเยาวชนที่ด้อยโอกาสในประเทศไทย ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 2005 มูลนิธิได้ช่วยสร้างโรงเรียนไปแล้วกว่า 11 แห่งในชุมชนชนบทที่ยากไร้ทั่วประเทศ และยังคงสนับสนุนองค์กรการกุศลมากมายด้วยเงินทุนและความช่วยเหลือจากอาสาสมัคร

“มี 2 สิ่งที่ฉันคิดว่าสำคัญที่สุดในการเลี้ยงดูลูก ๆ” มาริษาเล่า “การศึกษาเพราะนั่นคือสิ่งที่จะทำให้คุณยืนได้ด้วยสองเท้าของตัวเอง และความถ่อมตัว มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับฉันที่ลูก ๆ ของฉันต้องเข้าใจว่าพวกเขาโชคดีและมีโอกาสมากกว่าคนอื่น ๆ เพียงใด และการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นสำคัญเพียงใด พวกเขาทั้ง 4 คนได้รับการสั่งสอนให้ทำงานอาสาสมัครตั้งแต่ยังเด็ก” เธอเสริมว่าเธอมีความสุขกับการมีส่วนร่วมในการลงมือทำในภาคสนาม ซึ่งมีประสิทธิภาพและเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองมากขึ้น งานที่เธอชอบที่สุดคือการได้ลงพื้นที่พบปะผู้คน “เมื่อคุณไปเยี่ยมเยียนชาวเขาที่ห่างไกลชุมชนที่สุดที่ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เราใช้อย่างไม่เห็นความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปาและอื่น ๆ แต่คุณจะเห็นว่าทุกคนมีความสุขแค่ไหน เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเด็ก ๆ ทำให้ฉันเห็นชีวิตมากกว่าที่เคย”

นอกจากนี้เธอยังหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมในการเปิดโอกาสการเข้าถึงการศึกษาให้กับเยาวชนมากขึ้น “เมื่อฉันคิดถึงเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก มันทำให้ฉันรู้สึกเศร้ามาก” เธอกล่าว “ เราทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในการทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น ไม่มากก็น้อย” ประเด็นทางสังคมอย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเธอคือชะตากรรมของผู้ลี้ภัยและนั่นอาจเป็นเรื่องที่เธออาจมีบทบาทในอนาคต

เจียรวนนท์ คือครอบครัวสมัยใหม่ที่ทุกคนต่างวุ่นกับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบของตน แต่สำหรับคุณแม่ยังสาวคนนี้ การใช้เวลาร่วมกันคือเรื่องที่ขาดไม่ได้ “เราพยายามใช้วันหยุดพักร้อนกับครอบครัวปีละครั้งหรือสองครั้งเพื่อออกจากเมืองที่วุ่นวายและพักผ่อนอย่างแท้จริง” เธอกล่าว “สามีของฉันเป็นคนยุ่งมากตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงพยายามทำให้วันหยุดพักผ่อนคือการผ่อนคลายล้วน ๆ” มาริษาคือนักเดินทางตัวยงที่มักท่องเที่ยวกับเพื่อนไปทั่วโลก เธอชอบที่จะสัมผัสกับวัฒนธรรมใหม่ ๆ “ฉันรักการเดินทาง” เธอสารภาพ “มันช่วยเปิดโลกทัศน์และสร้างความเข้าใจและความเคารพในผู้คนจากทั่วทุกมุมแห่งของโลก”

  • Translation Siriya Kallayasiri

Tags

People Cover Story read in thai Marisa Chearavanont

clear
keyboard_arrow_up

In order to provide you with the best possible experience, this website uses cookies. For more information, please refer to our Privacy Policy.

close