Skip to content
search
Digest การกลับมาของผู้บุกเบิกและผู้ให้บริการอาหารวีแกนในกรุงเทพฯ ตอนที่ 2

การกลับมาของผู้บุกเบิกและผู้ให้บริการอาหารวีแกนในกรุงเทพฯ ตอนที่ 2

การกลับมาของผู้บุกเบิกและผู้ให้บริการอาหารวีแกนในกรุงเทพฯ ตอนที่ 2
By Mika Apichatsakol
By Mika Apichatsakol
September 03, 2020
ในขณะที่การกินอาหารวีแกนและมังสวิรัติกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น เชฟและร้านอาหารวีแกนรุ่นบุกเบิกมากมายในกรุงเทพฯก็เตรียมจัดโต๊ะอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเช่นกัน

หากพูดถึงร้านอาหารวีแกนแบบสแตนด์อโลนในกรุงเทพฯ Veganerie ถือเป็นดาวเด่นของเมือง เปิดกิจการเมื่อ 6 ปีที่แล้ว หรือ 7 ปีหากคุณนับรวมป๊อปอัพตลาดฟาร์มเมอร์มาร์เก็ต ธุรกิจนี้ดำเนินการโดย ณปภัสสร ต่อเทียนชัย หรือ จ๊ะจ๋า นักอบขนมที่เดินตามรอยคุณแม่ของเธอในการเปลี่ยนตัวเองมาเป็นวีแกนก่อนที่จะเปิดร้านอาหารแห่งแรกของเธอ เธอภูมิใจที่ได้เขียนคำว่าวีแกนลงบนแผนที่ในกรุงเทพฯ พร้อมกับสาขาร้านอาหารของเธอที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว “ก่อนที่เราจะเปิดให้บริการในปี 2014 คุณไม่สามารถหาร้านคอนเซปต์แบบนี้ได้ มีเพียงเจหรือมังสวิรัติ ซึ่งเป็นคำไทยสำหรับวีแกนและมังสวิรัติแบบจีน ซึ่งมักจะสื่อถึงประสบการณ์การรับประทานอาหารที่แตกต่างไปจากที่คุณจะได้พบที่ Veganerie” จ๊ะจ๋าอธิบาย

เจหรือมังสวิรัติมักจะสื่อถึงการเสียสละ พระพุทธศาสนาและการทำบุญ อีกทั้งอาหารก็เค็มเกินไปและไม่น่ารับประทาน อย่างไรก็ตาม ที่ Veganerie คุณจะพบกลุ่มเพื่อนที่ดูชิคกำลังหัวเราะเฮฮาในระหว่างเลือกซื้อขนมและเครื่องดื่มที่มีสีสันสวยงาม คุณจะได้พบหนุ่มสาวสายออกกำลังกายและนักกีฬา(ดูได้จากกางเกงโยคะและรองเท้าวิ่ง)ที่แวะมาใช้บริการหลังจากออกกำลังกายหรือเติมพลังก่อนไปฟิตหุ่น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มครอบครัวซึ่งในหลายครั้งถูกลูก ๆ ลากเข้ามาให้ลองชิมอาหารรสเลิศที่ไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีไข่ ไม่มีนม หรือสิ่งอื่นใดที่ได้จากสัตว์

"Jajah" Napaphatsorn Totienchai, founder of Veganerie
"Jajah" Napaphatsorn Totienchai, founder of Veganerie

“โดยส่วนตัวแล้วมันทำให้ฉันมีความสุขมากที่ได้เห็นคนมารับประทานอาหารที่ร้านอาหารของฉันเป็นครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้เห็นคนรุ่นเก่าเปิดใจกับมัน เพราะเมื่อก่อนมีเพียงกลุ่มคนที่อายุน้อยกว่าเท่านั้น” จ๊ะจ๋ากล่าว แฟน ๆ หลายคนของร้าน Veganerie มาจากชุมชนชาวต่างชาติ แต่จ๊ะจ๋าสังเกตเห็นว่าในช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมาจำนวนลูกค้าชาวไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว “คิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าทั้งหมดและตัวเลขก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”

หากดูกันที่ข้อมูลกลุ่มลูกค้าของ Veganerie ให้ลึกขึ้น ในบรรดากลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ คนที่เป็นวีแกนคือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด อย่างไรก็ตามในหมู่คนไทยผู้ที่ไม่ได้เป็นวีแกนถือเป็นลูกค้าหลักของ Veganerie และนี่คือสิ่งที่จ๊ะจ๋าใช้เป็นเครื่องกำหนดความสำเร็จ แต่ถ้าคุณอยากรู้ว่า Veganerie ประสบความสำเร็จหรือไม่ คุณก็ต้องดูว่าตอนนี้เจ้าของกิจการสาววีแกนวัย 26 ปีกำลังทำอะไรอยู่ “ฉันเพิ่งกลับมาจากโอมาน ซึ่งฉันได้รับเชิญจากเครือโรงแรมอนันตราให้พัฒนาเมนูวีแกนของพวกเขา” นอกเหนือจากการเดินทางไปทั่วโลกเพื่อแบ่งปันความเชี่ยวชาญด้านอาหารวีแกนและบริหาร Veganerie 6 สาขาในกรุงเทพฯแล้ว เธอยังเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดียอีกด้วย ซึ่งเธอนำเสนอมุมมองเชิงบวกของชีวิต “ฉันคิดว่า ไม่เพียงแค่ข่าวและสื่อเท่านั้นที่ช่วยเผยแพร่ความตระหนักรู้เกี่ยวกับวีแกน แต่ชุมชนก็มีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวนี้ด้วย เพียงแค่ดูที่แฮชแท็ก #vegan บนอินสตาแกรม มันสามารถทำให้ใครบางคนรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้เดินคนเดียวในสายการกินวีแกน และนั่นช่วยขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว” เธอกล่าว

เมื่อมองไปยังอนาคต จ๊ะจ๋าหวังว่า Veganerie จะขยายสาขาไปยังประเทศอื่น ๆ และอยากให้มีแบรนด์และธุรกิจวีแกนอื่น ๆ เปิดตัวมากขึ้น “ตอนนี้มีสตาร์ทอัพอาหาร plant-based มากมาย ในประเทศไทยก็ด้วย หากคุณไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในปัจจุบัน คุณสามารถหาซื้อได้ทั้งนม โยเกิร์ต ชีสและเนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช ฉันยินดีที่จะเห็นธุรกิจวีแกนเปิดตัวมากขึ้น รวมถึงร้านอาหารวีแกนอื่น ๆ ฉันไม่รู้สึกว่ามันเป็นการแข่งขัน มันเหมือนเราเป็นทีมอเวนเจอร์สวีแกนที่ช่วยสร้างชุมชนด้วยกันมากกว่า” เธอหัวเราะ

ฉันคิดว่า ไม่เพียงแค่ข่าวและสื่อเท่านั้นที่ช่วยเผยแพร่ความตระหนักรู้เกี่ยวกับวีแกน แต่ชุมชนก็มีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวนี้ด้วย เพียงแค่ดูที่แฮชแท็กบนอินสตาแกรม #vegan มันสามารถทำให้ใครบางคนรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้เดินคนเดียวในสายการกินวีแกน และนั่นช่วยขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว

ณปภัสสร ต่อเทียนชัย ผู้ก่อตั้ง Veganerie

หนึ่งในชุมชนวีแกนที่จ๊ะจ๋าจาก Veganerie กล่าวถึงถึงคือร้าน Broccoli Revolution เปิดให้บริการในปี 2016 นี่คือกิจการวีแกนแห่งแรกของเจ้าของร้านอาหารมากประสบการณ์ ณยา เอียร์ลิคซ์ อาดัม (Naya Ehrlich-Adam) และผู้ร่วมก่อตั้งของเธอ “หลังจากที่ไม่ได้อยู่เมืองไทยมา 15 ปี ฉันตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวที่กรุงเทพฯและตัดสินใจว่าฉันอยากเปิดร้านอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ใด ๆ จากสัตว์” ณยาเล่าย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เดิมทีเธอนึกถึงบาร์น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ แต่เมื่อเริ่มตั้งหลักแหล่งให้กับ Broccoli Revolution ที่สุขุมวิท ทำให้เธอต้องคิดให้ใหญ่กว่าแค่บาร์น้ำผลไม้ ร้านอาหารวีแกนของเธอเริ่มต้นด้วยเมนูอาหารวีแกนเพียง 2 ถึง 3 อย่างควบคู่ไปกับน้ำผลไม้คั้นสด และในไม่ช้าเธอก็ได้เรียนรู้ว่ามีลูกค้ามากมายเลือกมาใช้บริการเพราะอาหารของที่ร้าน ก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัว Broccoli Revolution กลายเป็นหนึ่งในร้านอาหารขึ้นชื่อของคนกรุงเทพฯในเรื่องการรับประทานอาหารวีแกนสมัยใหม่

Broccoli Revolution's three founders—Krongkan, Naya and Sakson—at their Charoenkrung branch
Broccoli Revolution's three founders—Krongkan, Naya and Sakson—at their Charoenkrung branch

“เหตุผลที่ฉันตั้งชื่อร้านว่า Revolution เพราะฉันต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่ว่าการกินมังสวิรัติและวีแกนเป็นสิ่งที่คนรุ่นเก่าทำกัน วีแกนก็คูลได้เหมือนกัน มันเจ๋ง! มันมีสีนสันและไม่น่าเบื่อแน่นอน” ณยากล่าว การตกแต่งภายในของร้าน Broccoli Revolution โดยเฉพาะที่สาขาล่าสุดที่เจริญกรุง ช่วยถ่ายทอดความเชื่อและเป้าหมายของเธอ ร้านเปิดใหม่ในซอยเก่าของเจริญกรุง 42/1 หน้าร้านของ Broccoli Revolution คือกำแพงเอียงเข้าด้านในด้วยตัวอักษรตัวหนา นำคุณเข้าสู่บรรยากาศเรียบง่ายในสวนแบบเซน ต้นไม้เติบโตภายในพื้นที่แสนอบอุ่น ซึ่งดูมีชีวิตชีวาด้วยแสงไฟและผนังสีขาว”

เช่นเดียวกับร้าน Veganerie กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้า Broccoli Revolution เป็นชาวต่างชาติและเช่นเดียวกันที่เจ้าของร้านสังเกตเห็นว่ากลุ่มลูกค้าชาวไทยของพวกเขากำลังเติบโตขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น “คนหนุ่มสาวใส่ใจสุขภาพมากขึ้น พวกเขาเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับส่วนผสมและผลเสียของอาหารแปรรูป” เสกสรร รวยพิรมณ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Broccoli Revolution กล่าว “แต่ก่อน คนไทยมักจะถามว่า ‘มีอะไรที่กินง่าย ๆ บ้าง’ ตอนนี้พวกเขารู้ว่าอาหารของเราเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้นเราจึงช่วยกันสร้างการรับรู้เกี่ยวกับอาหารวีแกนในหมู่คนไทยอย่างแท้จริง”

เสกสรร รวยพิรมณ์ ซึ่งคุณอาจรู้จักในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังมูลนิธิสติ มูลนิธิที่ไม่แสวงหาผลกำไรสำหรับเยาวชน รับผิดชอบในส่วนเพื่อสังคมของ Broccoli Revolution ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของที่นี่ ผสมผสานมูลนิธิสติ เข้ากับ Broccoli Revolution หนึ่งในข้อปฏิบัติหลักของร้านคือการจัดหาวัตถุดิบจากฟาร์มออร์แกนิกขนาดเล็ก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ใช่ตัวเลือกที่สะดวกหรือทำกำไรได้มากที่สุดสำหรับธุรกิจ Broccoli Revolution ยังมีส่วนร่วมในโครงการเห็ดอินทรีย์ของมูลนิธิสติ ซึ่งบริจาคเชื้อเห็ดให้กับเยาวชนที่มีความเสี่ยง เพื่อปลูกและขายให้กับร้านค้าอย่าง Broccoli Revolution นอกจากนี้ Broccoli Revolution ยังเป็นแหล่งรวบรวมขนมอบวีแกนแสนอร่อยจำนวนจำกัดจาก Steps for Theera องค์กรที่มีจิตวิญญาณคล้ายกับมูลนิธิสติที่มอบโอกาสสำหรับผู้ที่มีความต้องการพิเศษ

“เรารู้สึกว่าในการเปิดร้านอาหารวีแกนนั้น การมีจิตสำนึกและตระหนักถึงสังคมคือสิ่งสำคัญ มันแสดงถึงการตระหนักรู้ถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณ” เสกสรรกล่าว เขา ณยา และ กรองกาญ เพลินพาณิช หุ้นส่วนคนที่ 3 หวังว่าจะกระจายปรัชญาของ Broccoli Revolution ในเรื่องการใช้ชีวิตที่เห็นอกเห็นใจมากขึ้น สุขภาพที่ดีขึ้นและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนมากขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์ส่วนตัว “4 ปีที่แล้วฉันยังทานเนื้อสัตว์อยู่” ณยาอธิบาย “แต่ในขณะที่ฉันทำร้านอาหารและเริ่มทานวีแกนทุกวัน ฉันเห็นได้ชัดว่าสุขภาพของฉันดีขึ้น ทุกอย่างดีขึ้น ฉันมาจากครอบครัวที่มีคนป่วยเป็นมะเร็ง ฉันเป็นวีแกนมา 3 ปีแล้วและหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจก่อให้เกิดเนื้อร้าย ฉันรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา และสุขภาพดีในวัย 48 ปี ดังนั้นฉันจึงเชื่อในสิ่งที่ฉันขายจริงๆ”

ย้อนอ่าน​: การกลับมาของผู้บุกเบิกและผู้ให้บริการอาหารวีแกนในกรุงเทพฯ ตอนที่ 1

 

  • Translation Siriya Kallayasiri

Tags

Digest read in thai Tatler Thailand Best Restaurants Tatler Thailand Best Restaurants 2020 vegan sustainability vegetarian mandarin oriental veganerie hyatt erawan peninsula broccoli revolution

clear
keyboard_arrow_up

In order to provide you with the best possible experience, this website uses cookies. For more information, please refer to our Privacy Policy.

close